ครั้งที่ 11
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564
ความสำคัญและความจาเป็นของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
สุวิมล ว่องวาณิช (2552) ได้กล่าวถึงความสำคัญและความจาเป็นของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนไว้ดังต่อไปนี้
1)
ให้โอกาสครูในการสร้างองค์ความรู้ ทักษะการวิจัย การประยุกต์ใช้การตระหนักถึงทางเลือกที่เป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงโรงเรียนให้ดีขึ้น
2)
เป็นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงหรือสะท้อนผลการทางาน
3) เป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติโดยตรง เนื่องจากช่วยตนเองด้านวิชาชีพ
4)
ช่วยทำให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง และเกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการวิจัยในที่ทำงาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อองค์กร เนื่องจากนำไปสู่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติ และการแก้ปัญหา
5)
เป็นการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติในการวิจัย ทำให้กระบวนการวิจัยมีความเป็นประชาธิปไตย ทำให้เกิดการยอมรับในความรู้ของผู้ปฏิบัติ
6)
ช่วยตรวจสอบวิธีการทางานของครูผู้มีประสิทธิผล
7) ทำให้ครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ขั้นตอนการทาวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
ลักษณะสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนต้องมีการดาเนินการเป็นวงจรต่อเนื่อง มีกระบวนการทางานแบบมีส่วนร่วมและเป็นกระบวนการที่เป็นส่วนหนึ่งของการทางานปกติ สำหรับขั้นตอนการวิจัยมีวงจรการทางานที่เป็นวงจรการวิจัยแบบขดลวดตามแนวคิดดั้งเดิมที่เสนอโดย Kemmis (1988) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนมี 4 ขั้นตอน คือ
(1) การวางแผนหลังจากที่วิเคราะห์และกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องแก้ไข (Plan)
(2) การปฏิบัติตามแผนที่กำหนด (Act)
(3) การสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน (Observe)
(4) การสะท้อนผลหลังการปฏิบัติงานให้ผู้ที่มีส่วนร่วมได้วิพากษ์วิจารณ์ (Rflect) ซึ่งนาไปสู่การปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานต่อไป วงจรการวิจัยปฏิบัติการนี้เรียกย่อๆ ว่า วงจร PAOR
แผนการวิจัย
1) การวิเคราะห์สภาพปัญหาในห้องเรียน
2) การตั้งคาถามการวิจัย
3) การกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา
4) การกำหนดรูปแบบการวิจัย
5) การออกแบบการวิจัย
6) การเตรียมแผนสู่การปฏิบัติ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น