วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

 

ครั้งที่ 26

วันที่ 30 มีนาคม 2564

 

วันนี้นักศึกษาที่จัดแบ่งกลุ่มในคาบที่แล้ว แบ่งกลุ่มกันเข้ามาพบอาจารย์ เพื่อตรวจทานวิจัยใน บทที่ 2 และ บทที่ 3 (แก้ไข)

 บทที่ 2


บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1.หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560

1.1 ความหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

1.2 สาระการเรียนรู้

1.3 สาระที่ควรเรียนรู้

1.4 การประเมินพัฒนาการ

2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเอง

2.1 ความหมายของความเชื่อมั่นตนเอง

2.2 ความสำคัญของความเชื่อมั่นในตนเอง

2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเอง

2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2.5 ลักษณะของเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง

2.6 ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง

3.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับเพลงและดนตรีสำหรับเด็กปฐมวัย

3.1 ความหมายกิจกรรมเพลง

3.2 ความสำคัญของเพลงเด็กปฐมวัย

3.3 รูปแบบการจัดกิจกรรมร้องเพลงของเด็กปฐมวัย

4.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ

4.1 ความหมายของภาวะผู้นำ

4.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ

1.หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560

1.ความหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

ปทีป เมธาคุณวุฒิ (2532: 1) กล่าวว่า หลักสูตรหมายถึง แผนการเรียน ซึ่ง ประกอบด้วยจุดมุ่งหมายของการศึกษา วิธีการเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย ซึ่งหมายถึงการพิจารณา คัดเลือกจัดรวบรวมและเรียบเรียงเนื้อหา และประสบการณ์ตลอดจนการประเมินผล

พัฒนา ชัชพงศ์ (2541: 1) กล่าวว่า หลักสูตรหมายถึง ประสบการณ์ที่โรงเรียน จัดให้แก่ผู้เรียนเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของการศึกษา ชูศรี สุวรรณโชติ (2542: 41- 42) กล่าวว่า หลักสูตรหมายถึง ประมวล ประสบการณ์ทุกชนิดที่ครูสร้างสรรค์ให้กับผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองให้สามารถดำรงชีวิต อยู่ในสังคม อย่างมีความสุข และเจริญงอกงาม

ธำรง บัวศรี (2531: 7) กล่าวว่า หลักสูตร คือ แผนที่ซึ่งได้ออกแบบจัดทำขึ้น เพื่อแสดงถึงจุดหมาย การจัดเนื้อหาสาระกิจกรรม และมวลประสบการณ์ในแต่ละโปรแกรม การศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการในด้านต่างๆ ตามจุดหมายที่ได้กำหนดไว้

      สรุปได้ว่า หลักสูตร คือ การวางแผนสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในการเรียนอาจอยู่ในรูปที่มองเห็นคือเอกสารหลักสูตรและสิ่งที่มองไม่เห็นเช่นปฏิสัมพันธ์

 

2.สาระการเรียนรู้

สาระการเรียนรู้ เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กำหนด สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย ประสบการณ์สำคัญ และสาระที่ควรเรียนรู้ ดังนี้

     2.1 ประสบการณ์สำคัญ เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนนำไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์ ให้เด็กเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้

      2.2 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรมต่างๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามัย สุขนิสัย และการรักษาความปลอดภัย

      2.3 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็ก ได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะที่เป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ได้พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ

      2.4 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น การเล่น การทำงานกับผู้อื่น ฯลฯ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ

      2.5 ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคล และสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ ที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิดเชิงเหตุผล การคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว และมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ต่อไป

 

3.สาระที่ควรเรียนรู้

สาระที่ควรเรียนรู้ สาระที่จะให้เด็กอายุ ๒ - ๓ ปี เรียนรู้ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง เป็นลำดับแรก แล้วจึงขยายไปสู่เรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเด็กเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เด็กควร ได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เหมาะกับวัย ดังนี้

3.1 เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อและเพศของตนเอง การเรียกชื่อ ส่วนต่างๆ ของใบหน้าและร่างกาย การดูแลตนเองเบื้องต้นโดยมีผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือ การล้างมือ การขับถ่าย การรับประทานอาหาร การถอดและใส่เสื้อผ้า การรักษาความปลอดภัย และการนอนหลับพักผ่อน

3.2 เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลภายใน ครอบครัวและบุคคลภายนอกครอบครัว การรู้จักชื่อเรียกหรือสรรพนามแทนตัวของญาติหรือผู้เลี้ยงดู วิธีปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม การทักทายด้วยการไหว้ การเล่นกับพี่น้องในบ้าน การไปเที่ยวตลาดและ สถานที่ต่างๆ ในชุมชน การเล่นที่สนามเด็กเล่น การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี

3.3 ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการสำรวจสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติรอบตัว เช่น สัตว์ พืช ดอกไม้ ใบไม้ ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเล่นน้ำ เล่นทราย การเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตราย การเดินเล่นในสวน การเพาะปลูกอย่างง่าย                3.5 สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อของเล่นของใช้ที่อยู่รอบตัว การเชื่อมโยง ลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างง่ายๆ ของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก เช่น สี รูปร่าง รูปทรง ขนาด ผิวสัมผัส

 

4.การประเมินพัฒนาการ

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี ควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุ เพราะ ช่วงวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่างๆ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและ ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู ควรสังเกตพัฒนาการเด็ก โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หากพบความผิดปกติ ต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ ความ เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก เพื่อหาทางแก้ไขหรือบำบัด ฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด หลักในการประเมินพัฒนาการ มีดังนี้

 4.1 ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน

4.2 ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

4.3 ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มีการ สังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจำวัน การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์เด็กและผู้ใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก

4.4 บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือของหน่วยงานอื่น

4.5 นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และ มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย

 

2. ความเชื่อมั่นในตนเอง

1.ความหมายของความเชื่อมั่นตนเอง

จงใจ ขจรศิลป์ ( 2532 : 27 ) ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง การกล้าแสดงออกกล้าตัดสินใจและมีความมั่นใจที่จะแสดงสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ตามที่ต้องการ เด็กจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น พ่อแม่ ครู เพื่อนและบุคคลอื่น ๆ ที่เด็กรู้จัก รวมทั้งมีโอกาสพบกับความสำเร็จของเด็กด้วย

วัลนา ศรีน้อย (2533, หน้า 43) ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง การหยั่งรู้ถึงความสามารถของตนเอง ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง มีความมั่นใจในการ กระทำ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ สามารถเป็นตัวของตัวเอง เข้าใจบทบาทของตนเองในสังคม และสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม

พิมพิกา คงรุ่งเรือง (2542: 12) ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง บุคลิกภาพของ บุคคลที่มีความรู้สึกนึกคิดที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งจัดการแก้ปัญหาและปรับตัวอยู่ในสังคมด้วยความรู้สึกที่มั่นคง เพื่อสุขภาพจิตที่ดี และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

สรุปได้ว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง บุคคลที่มีความรู้สึกนึกคิดที่ดีต่อตนเอง มีความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเอง สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้ดี ซึ่งเด็กจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น พ่อแม่ ครู เพื่อนและบุคคลอื่น ๆ ที่เด็กรู้จัก รวมทั้งมีโอกาสพบกับความสำเร็จของเด็กด้วย

2.ความสำคัญของความเชื่อมั่นในตนเอง

วาสนา เจริญสอน ( 2537 : 20 ) ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นบุคลิกภาพที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตของบุคคลทั่วไป ตั้งแต่เด็กเล็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ การที่บุคคลจะประสบผลสำเร็จทั้งทางด้านการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในตนเอง และต้องเป็นความเชื่อมั่นในตนเองที่เป็นสัมมาทิฎฐิ คือ เปิดใจยอมรับฟังเหตุผลของผู้อื่นเสมอ

มาสโลว์ (Maslow. 1954: 411) คนทุกคนในสังคมมีความปรารถนาที่จะได้รับ ความสำเร็จ ความภาคภูมิใจในตนเอง (Self Esteem) และต้องการให้คนอื่นยอมรับนับถือใน ความสำเร็จของตนด้วย ถ้าความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ จะทำให้บุคคลนั้นมีความ เชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกว่าตนเองมีค่า มีความสามารถและมีประโยชน์ต่อสังคม แต่ถ้าความต้องการนี้ถูก ขัดขวางจะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีปมด้อยหรือเสียความภาคภูมิใจในตนเอง

ประโมทย์ เยี่ยมสวัสดิ์ (2539, หน้า 40) ความเชื่อมั่นในตนเองมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล บุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเองจะกล้าแสดงออก และกล้าตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อประสบกับปัญหาต่าง ๆ มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานของตนสามารถประสบความสำเร็จในการงาน ยอมรับสถานการณ์ใหม่และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ได้ดี ซึ่งเป็นบุคลิกภาพอย่างหนึ่งที่ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็ก

สรุปได้ว่าความเชื่อมั่นในตนเองมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล บุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเองจะต้องอาศัยความกล้าแสดงออกมีความสามารถและมีประโยชน์ต่อสังคมซึ่งการที่บุคคลจะประสบผลสำเร็จทั้งทางด้านการเรียน การทำงานจะต้องอาศัยความเชื่อมั่นในตนเอง

 

3.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเอง

3.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของ ซิกมันด์ ฟรอย์ (Sigmund Freud)

ซิกมันด์ ฟรอยด์ เป็นจิตแพทย์ทางด้านรักษาโรคประสาทได้ให้ความสำคัญของเด็กวัย 5 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต เขาเชื่อว่าวัยนี้เป็นรากฐานของพัฒนาการด้าน บุคลิกภาพ และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเด็กที่สุด คือ แม่จะเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อบุคลิกภาพ และสุขภาพจิตของเด็กนอกจากนั้น ได้พัฒนาทฤษฎีที่เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กตั้งแต่แรกเกิด จนถึง วัยรุ่นโดยให้ชื่อว่าทฤษฎีพัฒนาการทางเพศ (Psychosexual Development) ซึ่งทฤษฎีนี้เชื่อว่า พัฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็กแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของร่างกาย โดย ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงบริเวณแห่งความพึงพอใจเป็นระยะๆ ในช่วงอายุต่างๆ กันและถ้าบริเวณแห่ง ความพึงพอใจต่างๆ นี้ได้รับตอบสนองเต็มที่ เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีและสมบูรณ์แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองเต็มที่ก็จะทำให้เกิดการสะสมปัญหาและแสดงออกเมื่อเด็กโตขึ้น (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2545: 42 44) แบ่งออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้

 ขั้นที่ 1 ขั้นความพอใจอยู่บริเวณปาก (Oral) อยู่ในวัยอายุ 0 1 ปี เด็กจะมีความ สนใจบริเวณปาก ปากนำความสุขเมื่อได้ดูดอาหาร สนองความต้องการของความหิว ถ้าไม่ได้รับการ ตอบสนองก็อาจจะทำให้เกิดความคับข้องใจ

ขั้นที่ 2 ขั้นความพอใจอยู่ที่บริเวณทวารหนัก (Anal) อยู่ในวัยอายุ 1 3 ปี เป็นระยะที่ เกี่ยวข้องกับการขับถ่าย เด็กเกิดการเรียนรู้การขับถ่าย ถ้าเด็กไม่ถูกบังคับจะเกิดความพอใจ ไม่ขัดแย้ง ไม่เกิดความตึงเครียดทางอารมณ์

ขั้นที่ 3 ขั้นความพอใจอยู่ที่อวัยวะเพศ (Phalic) อยู่ในวัยอายุ 3- 6 ปี เป็นระยะที่ เกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธ์ เด็กเกิดความสนใจ อยากรู้อยากเห็นสภาพร่างกายที่แตกต่างไปตามเพศ เด็กจะเรียนรู้บทบาททางเพศของตน โดยเลียนแบบบทบาทพ่อแม่ของตน ต้องการความรัก ความอบอุ่น จากพ่อแม่

ขั้นที่ 4 ขั้นก่อนวัยรุ่น (Latency) อยู่ในวัยอายุ 6 - 11 ปี เป็นระยะที่เด็กเริ่มสนใจ สังคมเพื่อนฝูง พลังต่างๆ ในขั้นที่ 3 ยังแฝงอยู่ไม่ปรากฏออกมา เด็กจะพยายามปรับตัวให้มี ความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น ๆ

ขั้นที่ 5 ขั้นวัยรุ่นอยู่ในวัยอายุ 13 - 18 ปี วัยผู้ใหญ่) เป็นขั้นที่เด็กมีความสนใจในเพศ ตรงข้ามมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นความรักระหว่างเพศ

3.2 ทฤษฎีพัฒนาการขอ (Erikson) อีริคสัน

อีริคสัน (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์2545: 46 49) ได้สร้างทฤษฎีขึ้นมาโดยเน้น ความสำคัญของเด็กปฐมวัยว่าเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และน่า ตื่นเต้นสำหรับเด็ก บุคลิกภาพจะสามารถพัฒนาได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละช่วงของอายุเด็กประสบสิ่ง ที่พึงพอใจตามขั้นพัฒนาการต่างๆ ของแต่ละวัยมากเพียงใด ถ้าเด็กได้รับการตอบสนองต่อสิ่งที่ตนพอใจ ในช่วงอายุนั้นเด็กก็จะมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ดี และเหมาะสมรวมถึงพัฒนาครอบคลุมถึงวัย ผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งพัฒนาการของมนุษย์มี 8 ขั้น แต่สำหรับปฐมวัยมีเพียง 4 ชั้น จึงขอกล่าวเฉพาะ 4 ขั้น ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 ความเชื่อใจหรือขาดความเชื่อใจ (Trust versus mistrust) อยู่ในวัยแรกเกิด 1 ปี เด็กมีความสัมพันธ์กับแม่ หรือผู้เลี้ยงดู เนื่องจากทารกจะพัฒนาความรู้สึกว่าตนเป็นที่ยอมรับและ สามารถให้ความเชื่อใจเป็นมิตรแก่คนอื่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม การให้ อาหาร หรือวิธีการเลี้ยงดูต่าง ๆ จะส่งผลไปสู่บุคลิกภาพของความเป็นมิตร เปิดเผย และเชื่อถือไว้เนื้อ เชื่อใจต่อสภาพแวดล้อมและบุคคลต่าง ๆ ถ้าเด็กไม่ได้รับความรักและความอบอุ่นอย่างเพียงพอ เด็กก็ จะพัฒนาบุคลิกภาพของความตระหนี่ตัวปกปิดไม่ไว้วางใจและมักมองโลกในแง่ร้าย

ขั้นที่ 2 การควบคุมด้วยตนเองหรือสงสัย (Autonomy versus doubt or shame) อยู่ในวัยอายุ 2 3 ปี เด็กมีความสัมพันธ์กับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู เนื่องจากเด็กวัยนี้เริ่มเรียนรู้ที่จะช่วยตนเอง สามารถควบคุมตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ เด็กจะสามารถทำงานง่าย ๆ เหมาะสมกับวัยของเด็ก ให้สำเร็จด้วยตนเอง เช่น การหยิบอาหารเข้าปาก เดิน วิ่ง หรือเล่นของเล่น ซึ่งถ้าพ่อแม่บังคับหรือห้าม ไม่ให้เด็กกระทำสิ่งใดด้วยตนเอง หรือเข้มงวดเกินไปจึงทำให้เด็กเกิดความสงสัยในความสามารถของ ตนเองเกิดความละอายในสิ่งที่ตนกระทำ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่สามารถทำอะไรได้อย่างถูกต้อง และได้ผลเกิดความย่อท้อชอบพึ่งผู้อื่น

ขั้นที่ 3 การริเริ่ม หรือ รู้สึกผิด (Initiative versus guilt) อยู่ในวัยอายุ 3 - 6 ปี เด็กมี ความสัมพันธ์กับครอบครัว เนื่องจากขั้นพัฒนาความคิดริเริ่ม หรือความรู้สึกผิด (Sense of VS. of Guilt) เด็กจะมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเอง เด็กมีการเลียนแบบผู้อยู่ใกล้ชิดหรือ สิ่งแวดล้อมที่ตนรับรู้ เด็กเริ่มเรียนรู้และยอมรับค่านิยมของครอบครัวและสิ่งถ่ายทอดสู่เด็ก ถ้าเด็กไม่มี อิสระในการค้นหาก็จะส่งผลไปสู่ความคับข้องใจที่ไม่สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ตนอยากรู้ ซึ่งจะส่งผลต่อ จิตใจของเด็กและความรู้สึกผิดติดตัว

ขั้นที่ 4 การประสบความสำเร็จ ความขยันหมันเพียรหรือรู้สึกต้อย (Mastery versus inferiority) อยู่ในวัยอายุ 6-12 ปี เด็กมีความสัมพันธ์กับครอบครัว เนื่องจากเด็กในวัยนี้ต้องการ กำลังใจเพื่อทุ่มเทขยัน จนเกิดความสำเร็จ ชอบการแข่งขันร่วมกับเพื่อนกับกลุ่ม

3.3 ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's Theory of Need Gratification)

 อับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยาคนหนึ่งในกลุ่มทฤษฎีที่เน้นการมองความเป็นมนุษย์ หรือมนุษย์มีศักยภาพ (Human Potential theory) เขาเชื่อว่ามนุษย์มีคุณภาพนั้นเนื่องมาจาก มี ความคิด ความรู้สึกความรู้ตระหนักและการแสวงหาสิ่งที่ดีงาม ค้นหาเป้าหมายของชีวิตให้ได้รับสิ่งที่มี ความหมายต่อตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความสามารถในการเรียนรู้ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทำให้สามารถ ดำรงชีวิตอยู่รอดได้ (existence) (Sprintal. 1998) และมนุษย์ทุกคนมีความต้องการแสวงหาสิ่งแปลก ใหม่ที่จะสนองความต้องการให้แก่ตนเองทั้งสิ้น ลักษณะที่มีคุณภาพของมนุษย์ลักษณะนี้จัดเป็นความ ต้องการของมนุษย์เรียงเป็นลำดับขั้นจากขั้นต่ำสุดไปขั้นสูงสุด แบ่งเป็น 5 ขั้น ดังนี้

 ขั้นที่ 1 ความต้องการตอบสนองร่างกาย (Physiological needs) ได้แก่ อาหาร นำ อากาศอุณหภูมิ การนอนหลับ การขับถ่าย เป็นต้น

ขั้นที่ 2 ความต้องการความปลอดภัย (Safety needs) ได้แก่ ความรู้สึกมั่นคง การ ได้รับการปกป้อง ความมั่นคงจากครอบครัว ปลอดภัยจากความวิตกกังวล การหลีกเลี่ยงอันตราย ความ เจ็บป่วยต่าง ๆ ความต้องการกฎหมายคุ้มครอง

ขั้นที่ 3 ความต้องการความรัก (Love needs) ได้แก่ ความต้องการความรัก อยากให้ ตนเป็นที่รัก มีการยอมรับตนเอง ตั้งแต่กลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มสังคม กลุ่มทำงาน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 ความต้องการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น (Esteem needs) ได้แก่ ความ ต้องการให้ผู้อื่นมายกย่อง การได้รับการยอมรับจากเพื่อน กลุ่มคน และความภาคภูมิใจ

ขั้นที่ 5 ความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-Actualization needs) ได้แก่ ความ ต้องการสูงสุดของบุคคล กระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ และตามความสามารถพิเศษของ ตน


มาสโลว์ แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 2 อย่าง คือ

1. ความต้องการขั้นต่ำที่ต้องได้รับการตอบสนอง ขาดไม่ได้ ต้องการตอบสนองจาก ปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย ความต้องการด้านร่างกาย ความต้องการความปลอดภัยและมันคง ความ ต้องการความรักและเป็นเจ้าของ และความต้องการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นวัย ต้องได้รับการดูแล เอาใจใส่ ต้องการให้พ่อแม่ ดูแลทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา ซึ่งเด็กช่วงนี้ต้องการขั้นนี้มาก

2. ความต้องการขั้นสูงเพื่อพัฒนาตน คือ ความต้องการที่จะเจริญเติบโตหรือพัฒนา เต็มที่ตามศักยภาพของตน เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นมนุษย์เราจะมีความต้องการขั้นสูงได้ก็ต้องมีความต้องการขั้นต่ำครบเสียก่อน (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2545: 24 -26: อ้างอิงจาก Maslow Feeney. 1987)

มาสโลว์ มองเห็นว่าความต้องการจะพัฒนาความต้องการในขั้นสูงจะเกิดขึ้นถ้าความ ต้องการขั้นต่ำได้รับการตอบสนอง และการที่คนตระหนักถึงความสามารถของตนเองว่าสามารถทำอะไร ได้หรือไม่ได้ จะนำไปสู่ความมั่นใจในตนเอง และนำไปสู่การกล้าตัดสินใจ และกล้าเสี่ยงเมื่อให้อิสระใน การเลือกเขาจะเลือกเดินไปข้างหน้า ซึ่งผู้มีบทบาทสำคัญในการตอบสนองความต้องการเพื่อพัฒนาให้ เด็กเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คือ พ่อแม่ ครู สำหรับในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนนั้น การ พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กควร จัดบรรยากาศในห้องเรียนให้มีลักษณะผ่อนปรนไม่ตึงเครียด ให้เด็กมีความรู้สึกว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย แสดงให้เด็กเห็นว่าได้รับความสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของ ห้องเรียน กระตุ้นให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดแสดงความคิดเห็นจัด ประสบการณ์เรียนเพื่อช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ (พรรณี  ชเจนจิต. 2528: 235 - 260)


4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้องความเชื่อมั่นในตนเอง

นักการศึกษาในประเทศหลายท่านได้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยไว้ในทัศนะ กล่าวคือ

พิมพิกา คงรุ่งเรือง (2542: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาลักษณะพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเอง ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเคลื่อนไหว และจังหวะแห่งการเรียนรู้ของไฮ/สโคป ซึ่ง ประกอบด้วยวัสดุที่หลากหลายการได้กระทำสัมผัส การเปิดโอกาสให้เด็กเลือก การใช้ภาษา ของเด็ก และการสนับสนุนของผู้ใหญ่ โดยแบ่งเป็นการวิจัย 3 ระยะ โดยใช้ปริมาณของปัจจัยตาม แกนแห่งการ เรียนรู้ของโฮ/สโคป แตกต่างกันโดยในระยะที่ 1 ใช้การสนับสนุนของผู้ใหญ่มากที่สุดเพื่อให้เด็กเกิด ความไว้วางใจ รองลงมาคือการเลือกการกระทำวัสดุ และปัจจัยที่ใช้น้อยที่สุด คือ การใช้ภาษา ระยะที่ 2 ยังคงใช้การสนับสนุนของผู้ใหญ่มากที่สุด เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดริเริ่มที่ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง รองลงมาคือ การเลือกกระทำ วัสดุและการใช้ภาษาโดยใช้ในปริมาณที่เท่าๆ กัน และในระยะที่ 3 ใช้การ เลือกภาษาของเด็กการกระทำและวัสดุในปริมาณเท่าๆ กัน เพื่อให้เด็กเลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง เมื่อสิ้นสุดการวิจัยพบว่าเด็กมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้น โดยมีระยะเวลาสัมพันธ์กับปริมาณการใช้ ปัจจัยตามแกนแห่งการเรียนรู้ของไฮ/สโคป

เมทินี ด่านยังอยู่ (2544: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาแนวโน้มและอัตราการเปลี่ยนแปลงความ เชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยที่เกิดจากการจัดประสบการณ์การเล่นสมมุติ พบว่าเด็กปฐมวัยก่อนการ จัดประสบการณ์ และระหว่างการจัดประสบการณ์การเล่นสมมุติ ในแต่ละช่วงสัปดาห์ มีความเชื่อมั่นใน ตนเองโดยเฉลี่ยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 001 และเมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง ระหว่างช่วงสัปดาห์ พบว่า คะแนนความเชื่อมั่นในตนเองโดยเฉลี่ยรวมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเมื่อวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยแยกเป็นรายด้าน ได้แก่ การกล้าแสดงออกเป็นตัวของตัวเอง การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ความภาคภูมิใจในตนเอง พบว่า คะแนนความเชื่อมั่นในตนเองทั้ง 3 ด้าน มีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่สอดคล้อง การ วิเคราะห์แบบคะแนนรวมทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 001

สมจินตนา  คุปตสุนทร (2547: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาและเปรียบเทียบระดับความเชื่อมั่นใน ตนเองในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกันและแยกเป็นรายด้าน ได้แก่ ด้านการกล้าแสดงออก ด้านการเป็น ตัวของตัวเอง ด้านการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ การละเล่นพื้นบ้านของไทย ก่อนการจัดประสบการณ์และระหว่างการจัดประสบการณ์ในแต่ละช่วง สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยก่อนการจัดประสบการณ์และระหว่างการจัดประสบการณ์ การละเล่นพื้นบ้านของไทยในแต่ละช่วงสัปดาห์ มีความเชื่อมั่นในตนเองโดยเฉลี่ยรวมแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<.01 และมีการเปลี่ยนแปลงของคะแนนความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก ปฐมวัย ด้านการกล้าแสดงออกด้านการเป็นตัวของตัวเอง และด้านการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม เพิ่มขึ้นต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<.01

จากเอกสารงานวิจัยทั้งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเอง ของเด็กปฐมวัยนั้น แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในตนเองสามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ในตัวบุคคล ซึ่งมีความสำคัญต่อพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย อันจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง กล้าแสดงออก แสดงความคิดเห็นอันเป็นตัวตนของตนเองได้ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม จากการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการบุคลิกภาพ และการได้รับการจัด การศึกษาที่เหมาะสมตั้งแต่ปฐมวัย สิ่งต่างๆ นี้จะส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีบุคลิกภาพ และทัศนคติที่ดี เกิด ความภาคภูมิใจในตนเอง มีความกล้าแสดงออกที่บ่งบอกถึงตัวตนของตัวเองแสดงความคิดเห็นที่ เหมาะสมกับพัฒนาการ ประสบผลสำเร็จ และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

5.ลักษณะของเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง

โรเจอร์ ( Roger ) และมาสโลว์ ( Maslow ) เห็นว่า ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กนั้นเกิดจากความรู้สึกนึกคิดและการรับรู้เกี่ยวกับงาน ถ้าเด็กได้รับรู้ว่าประสบการณ์ที่เขาได้รับนั้นทำให้เขามีค่า มีความสำคัญเป็นที่ยอมรับของคนอื่นและคนอื่นมีความรู้สึกที่ดีต่อเขา เด็กก็จะมีความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนในทางที่ดีนั้นจะเป็นตัวกำหนดให้เด็กแสดงลักษณะพฤติกรรมที่ เรียกว่า เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ( ประดินันท์ อุปรมัย. 2526 : 37 – 38 )

ฉันทนา ภาคบงกช ( 2533 : 1 ) กล่าวถึงลักษณะของผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองว่า โดยทั่วไปจะมีความกล้าในการแสดงออก กล้าตัดสินใจและมีความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ตามที่ต้องการ มองโลกในแง่ดี ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ และมีความรับผิดชอบในหน้าที่สูง

ธีรภาพ วัฒนวิจารณ์ ( 2545 :127 ) กล่าวว่า คนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองจะเป็นคนที่มีลักษณะมั่นคง ไม่ลังเลในการตัดสินใจ ไม่วิตกกังวลต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ฟูมฟายหรือกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ และเมื่อประเมินว่าตัวเองไม่พร้อมก็กล้าและมั่นใจที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

จากความคิดเห็นดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่าคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จะมีความมั่นใจ กล้าที่จะแสดงออกในสิ่งที่เหมาะสม ไม่ลังเลในการตัดสินใจ

 

6.ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง

ฟรอยด์ (ศรีวรรณ มากซู2521: 12, อ้างอิงจาก Freud. 1965: 26 29) ได้เน้นถึงความสำคัญของการปลูกฝังบุคลิกภาพในวัยเด็กเล็กมากที่สุด โดยได้กล่าวว่าในช่วง 1 5 ปีแรก ของ ชีวิตเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาบุคลิกภาพ การอบรมเลี้ยงดูเด็กและการกระทำตัวอย่าง ให้แก่ เด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเด็กจะเลียนแบบบิดา มารดา และผู้ใกล้ชิด นอกจากนั้นการที่เด็กจะมี ความเชื่อมั่นในตนเองก็ต่อเมื่อได้รับความรักความสนใจจากพ่อ แม่ ได้รับการส่งเสริมให้แสดงความ คิดเห็นและมีอิสระในการตัดสินใจ ส่วนเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเองนั้นก็มีสาเหตุมาจากพ่อ แม่ ควบคุมให้ปฏิบัติตนอยู่ในขอบเขตที่พ่อ แม่ เห็นชอบ ทำให้เด็กขาดอิสระที่จะคิด หรือตัดสินใจ ด้วย ตนเอง เมื่อพบกับปัญหาก็ไม่สามารถตัดสินได้ เพราะไม่เคยฝึกการแก้ปัญหามาก่อน (สุมาลี วงศ์ปลูก แก้ว , 2526: 19) จากการศึกษาของ เฮอร์ลอค (Hurlock. 1964: 661) พบว่า ผลการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดย วิธีประชาธิปไตยคือให้ความรักความสนใจและเห็นความสำคัญของเด็ก จะทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นใน ตนเอง มีเพื่อนมากเป็นมิตร ซื่อสัตย์ คล่องแคล่ว ร่าเริงมีอารมณ์มั่นคง มีความคิดริเริ่มพึ่งตนเองได้ สามารถเผชิญชีวิตด้วยความมั่นใจ และทำให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ ส่วนการอบรมเลี้ยงดูแบบอัตตาธิปไตย หรือแบบให้ทำตามกฎอย่างเคร่งครัดจะทำให้เด็กขาดความรู้สึกปลอดภัย ขาดความคิดริเริ่ม ความ

เชื่อมั่นในตนเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก บุคคลผู้เป็น ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก คือ พ่อ แม่ ครู และบุคคลที่เด็กรู้จักซึ่งบุคคล เหล่านี้เป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กอย่างมาก ดังนั้น สิ่งแวดล้อม ทางบ้าน สิ่งแวดล้อมทางโรงเรียนและสิ่งแวดล้อมทางสังคมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กได้เป็นอย่างดี (ประดินันท์ อุปรมัย2526) ดังนี้

 

ครอบครัวกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก

สถาบันครอบครัว มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก แต่ละคน เพราะเด็กมักจะเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่เด็กใกล้ชิดเสมอ การที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมาแล้ว เป็นที่ยอมรับของบุคคลในครอบครัว จะทำให้เด็ก มีความเชื่อมั่นในตนเองและเกิดการเรียนรู้ที่จะแสดง พฤติกรรมนั้นๆ อยู่เสมอจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเด็ก นอกจากนี้ประเพณี ความเชื่อ ค่านิยม ในสังคม ศาสนา ก็เป็นสิ่งที่เด็กได้รับการถ่ายทอด โดยผ่านทางครอบครัวทั้งสิ้น (กวินทร์ ธรรมนุต. 2522)

ครูกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก

การส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว สถาบันทาง การศึกษาก็เป็นอีกสถาบันหนึ่ง ที่มีส่วนในการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก ครูก็ควร สร้าง บรรยากาศ ที่ช่วยให้เด็กทุกคนรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่กับครู ด้วยการแสดงความเป็นมิตรกับเด็ก พูดคุยกับ เด็กอย่างเป็นกันเอง อดทนที่จะฟังเขาพูดอย่างตั้งใจ เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกอย่างเต็มที่ และยอมรับ ในความสามารถของเด็กที่มีอยู่ต่างกันโดยไม่เปรียบเทียบความสามารถของเด็กคนใดคนหนึ่งกับเด็กคน ที่มีความสามารถเหนือกว่า แต่ควรยกย่องหรือชี้ให้เห็นว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันต่างก็มี ความสามารถพิเศษเฉพาะต่างกัน เด็กแต่ละคนควรแสดงความสามารถของตนให้เต็มที่ (แจ่มจันทร์ เกียรติกุล. 2531: 23 24)

เพื่อนกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก

เพื่อนมีส่วนในการส่งเสริมหรือบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กเช่นกัน เพราะเมื่อ เด็กเริ่มออกจากบ้านมาสู่โรงเรียน หรือออกจากบ้านไปสู่ชุมชน มีการพบปะกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน อิทธิพลของเพื่อนจะเข้ามามีบทบาทกับการมีความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กมากขึ้น เพราะเด็กจะติด เพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน มีความคิดอ่านใกล้เคียงกัน และมีรสนิยมคล้ายคลึงกัน ดังนั้น ปฏิกิริยาที่เพื่อนๆ แสดงกับเด็กในเชิงยอมรับหรือปฏิเสธ ก็จะมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กที่จะส่งผลต่อไปถึงการมีหรือไม่มี ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กด้วย (เลขา ปิยะอัจฉริยะ, 2524: 37 - 279)

ผู้ใกล้ชิดและบุคคลที่เด็กรู้จักกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง

สำหรับในสังคมไทยนั้น ผู้ใกล้ชิดกับเด็กนอกเหนือจากพ่อแม่ ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติสนิทที่พ่อแม่เลี้ยงดูเด็ก บุคคลเหล่านี้ ถ้ายิ่งมีโอกาสใกล้ชิด หรือเลี้ยงดูเด็กอยู่เป็นเวลานานเท่าใดก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อการมีหรือไม่มี ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กได้มากเท่านั้น นอกจากนี้ บุคคล ที่เด็ก รู้จักก็มีผลต่อการส่งเสริมหรือบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก กล่าวคือ บุคคลที่มีน้ำใจ เมื่อพบ เด็กยิ้มแย้มเป็นกันเองมากกว่าจะทำหน้าตาดุดัน หรือคอยสำรวจความบกพร่องของเด็กอยู่เสมอ ย่อม ทำให้เด็กเกิดความกล้าที่จะเข้าไปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ในทางตรงกันข้าม ถ้าบุคคลที่เด็กรู้จักมี ลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาข้างต้น ถึงแม้ว่าเด็กจะมีความเชื่อมั่นในตนเองอยู่บ้าง ท่าทีที่ได้รับจาก บุคคลคนแปลกหน้าก็อาจบั่นทอนความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองของเด็กลงได้ และถ้าเด็กมีความเชื่อมั่นใน ตนเองน้อยอยู่แล้ว ท่าทีดังกล่าวจะยิ่งทำให้เด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น (นภาลักษณ์ รุ่งสุวรรณ. 2534)

การส่งเสริมความเชื่อมั่นตนเองในเด็กปฐมวัยนั้น สถาบันครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการให้ ความรักความอบอุ่น ความสนใจ กำลังใจ ความเอื้ออาทรจากพ่อแม่และบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งให้โอกาสเด็กกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จตามวัยและวุฒิภาวะ สถาบันการศึกษาก็เป็นอีกสถาบันหนึ่งที่มี ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเป็นส่วนสำคัญในการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมบรรยากาศให้ เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมทั้งจัดเตรียมกิจกรรมต่างๆให้เด็กได้ฝึกฝนจนเกิดเป็นความชำนาญและประสบ ผลสำเร็จในกิจกรรมนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอและเต็มตามศักยภาพ โดยการให้ความรัก ความเมตตาความ เป็นกัลยาณมิตร เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ รวมทั้งให้เวลาและกำลังใจแก่เด็กเมื่อ เด็กล้มเหลว เพราะปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะหล่อหลอมเชื่อมโยงรวมกันเป็นพลังผลักดันให้เด็กประสบ ผลสำเร็จ ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีความเชื่อมั่นในตนเอง นั่นคือ การเป็นบุคคลที่กล้าพูด กล้าคิด กล้าแสดงออก มีบุคลิกภาพที่เปิดเผย มองโลกในแง่ดี และรู้จักการปรับตัวเข้ากับ สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข (สมจิตนา คุปตสุนทร . 2547: 17)

สภาพแวดล้อมทางครอบครัว การให้ความรักความอบอุ่น การอบรมเลี้ยงดูของพ่อ แม่ การ จัดประสบการณ์สิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนและชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ มีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพและ ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กทั้งสิ้น ดังนั้น พ่อแม่ ครู และผู้ใกล้ชิดจึงควรให้ความรักความอบอุ่น ให้ โอกาสเด็กได้แสดงออกอย่างอิสระมีความเป็นตัวของตัวเอง อันเป็นผลต่อการพัฒนาและส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กได้เป็นอย่างดี (อัญชลี ฉิมพลี. 2551: 19) จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า สำหรับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยนั้นต้องประกอบด้วยหลายปัจจัยด้วยกันคือ 1.ปัจจัยด้านครอบครัว เนื่องจากครอบครัวและบุคคลในครอบครัว เป็นปัจจัยแรกที่มีผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก ทั้งด้านการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสม และการเป็นตน แบบที่ให้แก่เด็กการรวมถึงให้ความรักความอบอุ่นและการเอาใจใส่ก่อให้เด็กเกิดความมั่นใจในตัวเองได้ 2.ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม สังคมหรือสภาพแวดล้อมที่เด็กต้องเผชิญในแต่ละวัน มีผลต่อการพัฒนา บุคลิกภาพที่ทำให้เด็กเกิดความมั่นใจหรือหวาดกลัว          3.ปัจจัยด้านการศึกษา การจัดการศึกษาและวิธีการสอนของครูเป็นส่วนหนึ่งที่เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเองได้ 4.ปัจจัยด้านบุคคลแวดล้อม เช่น ครู เพื่อน เป็นต้น ครูหรือเพื่อนญาติให้โอกาสเด็กได้แสดงออกให้กำลังใจเป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆนี้ เด็กจะต้องได้รับการตอบสนองที่เหมาะสมในทุกๆด้าน ปัจจัยต่างๆนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตนเองของ เด็กทั้งสิ้น

4.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ

4.1 ความหมายของภาวะผู้นํา

ภาวะผู้นำ (Leadership) หรือความเป็นผู้นำ ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการนำ (The American lteritage Dictionary 1935 19) จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับความสำเร็จของผู้นำ ภาวะ ผู้นำได้รับความสนใจและมีการศึกษามาเป็นเวลานานแล้ว เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นองค์ประกอบที่ จะช่วยให้ผู้นำมีความสามารถในการท่าเรือมีภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพการศึกษานั้นได้ศึกษาตั้งแต่ คุณลักษณะ (Traits) ของผู้นำอำนาจ(Power) ของผู้นำ พฤติกรรม (Behavior) ของผู้นำแบบต่าง ๆ ผู้ว่าอ้าง และอื่น ๆ ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีการศึกษาภาวะผู้นำอยู่ตลอดเวลา และพยายามจะหาภาวะผู้นำที่มี ประสิทธิภาพในแต่ละองค์การและในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน

ความหมายของภาวะผู้นำ ได้มีผู้ให้ความหมายของภาวะผู้นำไว้หลากหลายและ แตกต่างกัน ซึ่ง ยุคล์ (Yukl. 1989 : 3) ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ความหมายของภาวะผู้นำมีหลากหลาย และแตกต่างกัน ก็เนื่องจากขอบเขตเนื้อหาและความสนใจในภาวะผู้นำ ในการศึกษาของนักวิจัย แตกต่างกัน ในที่นี้จึงขอนำเสนอให้ศึกษาดังต่อไปนี้

Stogdill (1974:411) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ คือความริเริ่มและธำรงไว้ซึ่งโครงสร้างของความ คาดหวังและความสัมพันธ์ระหว่างกันของสมาชิกของกลุ่ม

Katz & Kahn (1978) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ คือการใช้อิทธิพลเพิ่มที่สูงกว่าและมากกว่า กลไกการทำงานปกติที่ใช้กำกับงานประจำองค์การ

Richards & Engle (1986) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ คือการจุดประกายวิสัยทัศน์ให้ผู้อื่น มองเห็น พร้อมทั้งปลูกฝังเป็นค่านิยมและสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้สามารถปฏิบัติได้ สำเร็จ

Jacobs & Jaques (1990) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการให้จุดบุ่งหมาย (ทิศทางที่ มีความหมาย) เพื่อให้เกิดการรวมพลังความพยายาม และความเต็มใจที่จะใช้ความพยายามนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Maxwell (2002) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ คือความสามารถของผู้นำที่จะชักจูงบุคคลอื่นทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ที่อยู่แวดล้อม

Gouran Weithoir and Docler (1994: 249) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการใช้ อิทธิพลต่อกิจกรรมของกลุ่มในองค์การให้ได้ใช้พลังงาน หรือความพยายามไปสู้ความสำเร็จตาม เป้าหมายที่ได้ตั้งเอาๆ ไว้เป็นการสร้างอิทธิพล เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน เป็นการ ใช้อิทธิพลระหว่างบุคคล ในสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์การได้ และการชี้นำผ่านกระบวนการ สื่อสาร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของแต่ละบุคคลอย่างหนึ่ง ซึ่งจะมี อิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลอย่างหนึ่ง ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลอื่น เพื่อไปสู่จุดหมาย

นอกจากนี้นักวิชาการของไทยได้ให้ความหมายของภาวะผู้นำ ดังนี้

พยอม วงศ์สารศรี (2534450) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการที่บุคคลหนึ่งผู้นำ) ใช้อิทธิพลและอำนาจของตนกระตุ้นชี้นำให้บุคคิลอื่น (ผู้ตาม) มีความกระตือรือร้น เต็มใจทำในสิ่ง ที่เขาต้องการ โดยมีเป้าหมายขององค์การเป็นจุดหมายปลายทาง

เถาวัลย์ นันทาภิวัฒน์ (2521: 203) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ คือความสัมพันธ์ซึ่งบุคคลหนึ่ง หรือผู้มีอิทธิพลให้ผู้อื่นทำงานร่วมกันอย่างเต็มใจเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการของผู้นำ ผู้นำมิใช่ เป็นผู้ผลักดัน แต่เป็นผู้ดึง โดยแจ้งให้ผู้ตามทราบแนวทางที่ปรารถนาให้ปฏิบัติตามด้วยการปฏิบัติ เป็นตัวอย่าง

คุณวุฒิ คนฉลาด (2540: 11) กล่าวว่า ภาวะผู้นำ คือการที่องค์การหรือหน่วยงานจะอยู่ รอดหรือนั้น ขึ้นอยู่กับบุคคล 2 ประเภท คือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า ซึ่งเรียกว่า ผู้บริหาร ทำหน้าที่ บริหารองค์การ อีกประเภทหนึ่ง คือ ผู้นำ ความแตกต่างของผู้บริหารกับผู้นำ คือ ผู้บริหารเป็นผู้มี ตำแหน่งและมีอำนาจตามกฎหมาย ส่วนผู้นำ คือ ผู้ที่มีพลังอำนาจสามารถโน้มน้าวจิตใจคนอื่นให้ทำตามโดยอาศัยคุณความดี

จากความหมายของภาวะผู้นำข้างต้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการอิทธิพลทางสังคมที่บุคคลหนึ่งตั้งใจใช้อิทธิพลต่อผู้อื่นให้ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่กำหนด รวมทั้งการสร้างสัมพันธ์ระหว่างบุคคลขององค์การ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่ปฏิบัติตาม


 

บทที่ 3 (แก้ไข)







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น